มองโลกผ่านสงครามการค้า และผลกระทบต่อเมืองไทย.. (Part 2)

June 7, 2019

อ่านบทความตอนที่ 1 ได้ที่นี่ คลิก!

กำไรปกติ 1Q19 ใกล้เคียงคาด แต่พบความอ่อนแอในบางกลุ่ม…

แม้ว่ากำไรสุทธิ 1Q19 ของหุ้นใน FSS Coverage (79% ของ Market cap.) ไม่ต่างจากที่เราคาดนัก แต่ถ้าดูรายละเอียด พบว่าไม่ใช่กำไรที่แข็งแรงอย่างที่เราประเมิน เพราะถ้าดูการเติบโต Y-Y ซึ่งตัดเรื่องฤดูกาลออกไป กลุ่มค้าปลีกซึ่งสะท้อนกาลังซื้อของผู้บริโภคทั่วไปกลับโตเพียง 2% Y-Y สินค้าที่โตได้ดีเป็นสินค้าบางกลุ่ม เช่น อาหารสดซึ่งฟื้นตามราคาเนื้อสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้น เครื่องดื่ม และเครื่องใช้ไฟฟ้า (แอร์, พัดลม) ขายดีเพราะอากาศร้อน และสินค้าอุปโภคทั่วไปในร้านสะดวกซื้อ ขณะที่สินค้าไม่จำเป็น บางอย่างมีราคาสูง เช่น กล้อง อุปกรณ์ไอที สกินแคร์ กาไรลดลงถึง 64% Y-Y ในกลุ่มนี้มี BEAUTY ที่พึ่งตลาดจีน กำไรจึงหดตัวแรงเพราะกำลังซื้อที่ลดลงและกม.ใหม่ที่เก็บภาษีสินค้าออนไลน์เริ่มตั้งแต่ต้นปี สาหรับกลุ่มปิโตรเคมีที่กำไรปกติหดตัวแรง 48% Y-Y เพราะนอกจากจะมีหลายโรงงานปิดซ่อมบำรุงแล้ว Spread product ต่างๆลดลงมากจากปีก่อนจากอุปสงค์ที่ลดลงเพราะสงครามการค้าที่ยืดเยื้อ

กลุ่มท่องเที่ยว

กำไรปกติ 1Q19 ของกลุ่มท่องเที่ยวโดยรวมออกต่ำกว่าคาดราว 22% โดย -42.3% Q-Q, -44.2% Y-Y แต่หากไม่รวม MINT กำไรของกลุ่มจะ +48% Q-Q, -16% Y-Y สาเหตุที่กำไรเติบโตได้ Q-Q เกิดจากปัจจัยฤดูกาลเนื่องจากไตรมาส 1 เป็น Peak Season ของการท่องเที่ยว กำไรที่หดตัว Y-Y เป็นผลจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนและยุโรปที่ยังไม่เต็มที่หลังจากเหตุเรือล่มในช่วงเดือน ก .ค.2018 รวมถึงสภาพเศรษฐกิจโดยรวมที่ถูกกดดันจากสงครามการค้า จำนวนนักท่องเที่ยว 1Q2019 จบที่ 10.8 ล้านคน +1.5% Y-Y แต่ตลาดหลักอย่างจีนและยุโรป -2.1% Y-Y และ -2.5% Y-Y ตามลาดับ

สาเหตุที่ MINT มีกำไรหดตัวแรง -70% Q-Q, -63% Y-Y เนื่องจากไตรมาส 1 เป็น Low Season ของ NHH ซึ่งปกติจะมีผลขาดทุน ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าจึงกดดันผลการดำเนินงานในภาพรวม ขณะที่ CENTEL และ ERW ถูกกดดันจากฐานสูงปีก่อนและจานวนนักท่องเที่ยวจีนและยุโรปหดตัว ส่งผลให้ Rev Par ติดลบ ขณะที่ธุรกิจ
หน้า 11 จาก 13

ร้านอาหารยังมี Same Store Sales ติดลบเช่นกันจากการบริโภคในประเทศที่ยังชะลอตัวและการเลือกตั้งไม่ได้ช่วยหนุนเหมือนครั้งก่อนๆ

แนวโน้มกำไร 2Q19 คาดว่ายังมีโอกาสอ่อนตัวลง Y-Y แต่อัตราการหดตัวจะค่อยๆดีขึ้น 1Q19 ขณะที่การฟื้นตัวที่ชัดเจนคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วง 2H19 จากฐานที่ต่ำในปีก่อนหลังจากเหตุเรือล่มรวมถึงฟุตบอลโลก อย่างไรก็ตาม MINT จะเป็นคนเดียวที่คาดว่าจะมีกาไรโตก้าวกระโดดทั้ง Q-Q และ Y-Y ใน 2Q19 เนื่องจากเป็น High Season ของ NHH ขณะที่ 3Q19 เป็น High Season ของโรงแรม Tivoli ในโปรตุเกส เรายังหวังการกลับมาของนักท่องเที่ยวในช่วงครึ่งปีหลัง เราเลือก MINT เป็น Top Pick จากโมเมนตัมกำไรรายไตรมาสที่โดดเด่นที่สุด

กลุ่มธนาคารพาณิชย์

กำไรสุทธิของกลุ่มธนาคาร 1Q19 มีจานวน 5.6 หมื่นล้านบาท +33% Q-Q และ +6% Y-Y มีการบันทึกรายการ One-off ค่าใช้จ่าย Employee Retirement Benefit รวม 3.3 พันลบ. จาก 4 ธนาคาร (SCB, BAY, TMB และ TISCO) และมีรายการพิเศษจาก BAY มีกำไรจากการขายเงินลงทุนบริษัทเงินติดล้อราว 8.5 พันล้านบาท หากหักรายการพิเศษดังกล่าว กำไรปกติของกลุ่มจะอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท +23% Q-Q แต่ -2% Y-Y ใกล้เคียงกับที่เราคาด BBL, KTB, BAY และ TCAP มีกำไรที่เติบโตทั้ง Q-Q และ Y-Y และยังมีคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น

แนวโน้มสินเชื่อ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย รายได้ค่าธรรมเนียมใน 2Q19 ไม่ต่างจากไตรมาสแรกมากนัก เราคาดกำไรปกติ 2Q19 น่าจะทำได้ 5.22 หมื่นล้านบาท ฟื้นตัว 3% Q-Q แต่ -0.7% Y-Y ธนาคารที่คาดว่าจะมีกำไรปกติที่ดีขึ้น Q-Q และ Y-Y ได้แก่ BBL โดยคาดว่ารายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยจากธุรกิจ Bancassurance เป็นปัจจัยขับเคลื่อนผลกำไร เราคาดว่าการเติบโตของกาไรทั้งกลุ่มธนาคารจะเร่งตัวขึ้นใน 2H19 สินเชื่อจากการลงทุนภาคเอกชนน่าจะเกิดขึ้นครึ่งหลังของปีภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งน่าจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนได้ และเราคาดว่าน่าจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของวงจรการลงทุนและสินเชื่อภาคเอกชนรอบใหม่ได้ โดยหากเกิดขึ้นวงจรดังกล่าวจะใช้เวลาประมาณ 3-5 ปี ซึ่งธนาคารที่จะได้ประโยชน์สูงสุดคือธนาคารใหญ่ แนะนา KBANK (Tราคาเป้าหมาย 212 บาท) และ BBL (ราคาเป้าหมาย 245 บาท)

กลุ่มโรงไฟฟ้า

กำไรปกติจากการดาเนินงาน 1Q19 ของกลุ่มโรงไฟฟ้า (8 บริษัทใน FSS Coverage) อยู่ที่ 6.54 พันลบ. เพิ่มขึ้น 18% Q-Q แต่ลดลง 13% Y-Y ต่ากว่าคาด 13% กำไรที่ดีขึ้นมาก Q-Q มาจาก BGRIM (+101% Q-Q) และ GLOW (+105% Q-Q) เพราะ GLOW มีการปิดซ่อมบารุง Gheco-one 39 วันในช่วงไตรมาสก่อน ขณะที่ BGRIM มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลงตามฤดูกาล นอกนั้น ส่วนใหญ่มีกำไรเติบโตต่อเนื่อง Q-Q ตามการ COD โรงไฟฟ้าใหม่ๆ เช่น EA ที่มีโครงการหนุมานเริ่มทยอยจ่ายไฟฟ้าในช่วงปลายเดือน มี.ค. และเพราะในช่วงต้นปี มรสุมได้ shift จากสิ้นปีก่อนมาเข้าในต้นปีนี้ทาให้โรงไฟฟ้าลมผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากกว่าปกติ

บริษัทส่วนใหญ่มีกำไรเพิ่มขึ้น Y-Y ยกเว้น 3 บริษัทคือ BGRIM, GLOW และ GUNKUL หากไม่รวมทั้ง 3 บริษัทนี้ โรงไฟฟ้าอื่นๆ มีกำไรเติบโตเฉลี่ย 10% Y-Y กำไรที่ลดลงของทั้ง 3 บริษัทมาจากต้นทุนค่าก๊าซที่ปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปีก่อนและมีผลต่อเนื่องใน 1Q19 แต่แนวโน้มจะค่อยๆทยอยลดลงตั้งแต่ 2Q19 ซึ่งจะได้ประโยชน์เต็มที่เพราะค่าไฟได้ถูกปรับขึ้นตั้งแต่ต้นปี

แนวโน้มกำไรยังมีทิศทางที่ดีต่อเพราะหลายบริษัทยังมีกาลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น เรายังคงคาดกำไรทั้งปี 2019 เติบโต 19% Y-Y เร่งตัวจากปีก่อนที่ขยายตัว 11% Y-Y แต่กำไรที่เติบโตแรงจะกระจุกอยู่ในไม่กี่บริษัทคือ EA, BGRIM และ GPSC

กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

กำไรปกติ 1Q19 ของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ออกมาแย่มาก -32.2% Q-Q และ -18.8% Y-Y เป็นไปตามที่เราคาด แต่ต่ำกว่าที่ตลาดคาดพอสมควร ปัญหาหลักส่วนใหญ่มาจากปัจจัยภายนอกทั้งอุตสาหกรรมรถยนต์ที่หดตัว โดยยอดขายรถยนต์ทั่วโลก 1Q19 ลดลง -5.5% Y-Y ผลกระทบจาก Trade War กระทบทั้งในแง่ Sentiment และกำลังซื้อที่แผ่วลง รวมถึงค่าเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับ USD และ EUR ทำให้รายได้ของกลุ่มหดตัว และอัตรากำไรขั้นต้นอ่อนแอมาก แนวโน้ม 2Q19 อาจฟื้นตัวได้บ้าง เพราะเริ่มเข้าสู่ช่วง High season ของการส่งออก แต่คิดว่ายังไม่สดใส และน่าจะเป็นกำไรที่ลดลง Y-Y สาหรับกลุ่มนี้ยังแนะนาหลีกเลี่ยงตามเดิม จนกว่าจะเห็นการฟื้นตัว

กลุ่มค้าปลีก

กำไรปกติ 1Q19 ของกลุ่มค้าปลีกไม่ตื่นเต้น -8.4% Q-Q ลดลงตามฤดูกาล และ +1.9% Y-Y สำหรับกลุ่มร้านค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อ SSSG ทำได้ดีเฉลี่ยทั้งกลุ่ม +3% Y-Y และมีการเปิดสาขายังไม่มากนัก ประกอบกับการพยายามเน้น Product Mix และลดต้นทุน เพื่อเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นเข้ามาช่วยหนุน แต่ก็ยังมีค่าใช้จ่ายที่สูงและผลขาดทุนจากการลงทุนในต่างประเทศ ภาพรวมกำลังซื้อค่อนไปทางทรงตัว และมีสินค้าบางกลุ่มที่ฟื้นตัวกลับมาได้ดี เช่น อาหารสด ฟื้นตามราคาเนื้อสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้น เครื่องดื่มและเครื่องใช้ไฟฟ้า แอร์), พัดลม ที่ขายดีเพราะอากาศร้อน ( แต่สินค้าฟุ่มเฟือยเช่น BEAUTY, BIG, ทำกำไรได้น่าผิดหวัง ส่วน RSP, IT ฟื้นตัวแต่ยังไม่กลับสู่ระดับปกติ

แนวโน้มกำไรปกติ 2Q19 กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคน่าจะฟื้นตัวต่อเนื่อง คาดโตทั้ง Q-Q, Y-Y แต่จะมีเรื่องการตั้งสำรองค่าใช้จ่ายพนักงานเข้ามากระทบกำไรสุทธิ โดย CPALL จะรับรู้มากสุดที่ 809 ล้านบาท รองมาคือ BJC เราคาดที่ 300 – 400 ล้านบาท (บริษัทยังไม่ประกาศ), MAKRO 91 ล้านบาท, ROBINS 50 ล้านบาท และ GLOBAL 11.7 ล้านบาท ส่วน HMPRO ได้บันทึกไปแล้วใน 4Q18 ส่วนกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยยังถูกกดดันจากกำลังซื้อในประเทศและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง