มองโลกผ่านสงครามการค้า และผลกระทบต่อเมืองไทย

June 5, 2019

โลกอาจต้องอยู่กับสงครามการค้าถึงปีหน้า !

การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนที่คืบหน้าในช่วงต้นปี ก่อนที่ปธน.ทรัมป์จะประกาศเมื่อวันที่ 5 พ.ค. ว่าจะปรับขึ้นกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า US$2 แสนล้าน จากที่เก็บอยู่ 10% เป็น 25% มีผล 10 พ.ค.  และพร้อมขู่จะเก็บภาษี 25% สำหรับสินค้าที่เหลือ มูลค่า US$3.25 แสนล้าน เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้จีนเร่งบรรลุข้อตกลงทำให้ตลาดหุ้นโลกในช่วง 4 เดือนแรกปรับตัวขึ้น 16% ตลาดหุ้นสหรัฐ +14% ตลาดหุ้นเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น +13% ส่วน SET +7% ปรากฎว่าเดือน พ.ค. เดือนเดียวหุ้นโลก -5% หุ้นสหรัฐ -5.5% ตลาดเอเชียร่วงแรงกว่า -9%  ส่วน SET -3% สงครามการค้าทวีความตึงเครียดขึ้นอีกเมื่อวันที่ 15 พ.ค. ที่ปธน.ทรัมป์สั่งแบนหัวเหว่ยในฐานะที่เป็นภัยคุกความความมั่นคงของสหรัฐตามมาด้วย Google,  ARM  และ  Panasonic  ประกาศตัดความสัมพันธ์กับหัวเหว่ย ปธน.สีจิ้นผิงไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ แต่กลับไปปรากฎตัวที่โรงงานแร่ Rare  earth (จีนมีสำรองราว 35% ของปริมาณสำรองทั้งโลก) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตชิปคอมพิวเตอร์   อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาวุธ ซึ่งสหรัฐนำเข้า Rare earth จากจีนสูงถึง 80% ของการนำเข้าทั้งหมด นอกจากนี้การที่กระทรวงพาณิชย์จีนประกาศเตรียมขึ้นบัญชีดำบริษัทต่างชาติที่มีลักษณะเป็นภัยคุกคามต่อจีน  ซึ่ง FedEx เป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันรายแรกที่ถูกตรวจสอบเป็นการแสดงท่าทีตอบโต้ที่แข็งกร้าวที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา 

ผลกระทบต่อโลก

สงครามการค้ากระทบส่งออกทั่วโลก ยกเว้นสหรัฐเป็นประเทศหลักประเทศเดียวที่ GDP เศรษฐกิจยังมีโมเมนตัมดี +3.1% Q-Q annualized ใน 1Q19 ขณะที่ประเทศต่างๆ ในเอเชียโตชะลอลงอย่างมากใน  1Q19 โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสูง เช่น ไทย เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ และจีน และตัวเลขส่งออกของเกาหลีใต้ในรอบ 20 วันแรกของเดือน พ.ค. ยังทรุดต่อ -11.7% Y-Y แย่ลงจากเดือนก่อนที่ -8.7%  Y-Y ส่วน GDP 1Q19 ของยูโรโซน +1.2% Y-Y โตต่ำสุดในรอบ 6 ไตรมาส นอกจากนี้ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจอย่าง  PMI ภาคการผลิตของหลายประเทศทั่วโลกยังมีทิศทางลดลง ประเทศที่ Manufacturing PMI ต่ำกว่า 50 ไปแล้ว เช่น กลุ่มยูโรโซน จีน ญี่ปุ่น

GDP 1Q19 ของไทย +2.8% Y-Y เป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบ 17 ไตรมาสแรงกดดันหลักมาจากภาคส่งออกที่หดตัวถึง 4.9% Y-Y เป็นการหดตัวแรงที่สุดในรอบ 29 ไตรมาส โดยหดตัวทั้งการส่งออกสินค้า (-5.4% Y-Y) และบริการ (-3.6% Y-Y) ตามการชะลอของการท่องเที่ยวเศรษฐกิจ 2Q19 ยังได้แรงหนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกลางปี 1.32 หมื่นล้านบาทหนุนการบริโภค แต่สงครามการค้าที่ยื้ดเยื้ออาจทำให้ส่งออกปีนี้ทำได้เพียงทรงตัวจากปีก่อนกดดัน GDP ให้โตได้เพียง 3%

แม้ว่ากำไรปกติ 1Q19 ของหุ้นใน FSS Coverage (79% ของ Market cap.) ที่ 210,022 ล้านบาท +24% Q-Q -9% Y-Y ไม่ต่างจากที่เราคาดนัก แต่ถ้าดูรายละเอียดพบว่าไม่ใช่กำไรที่แข็งแรงอย่างที่เราประเมิน เพราะถ้าดูการเติบโต Y-Y ซึ่งตัดเรื่องฤดูกาลออกไป กลุ่มค้าปลีกซึ่งสะท้อนกำลังซื้อของผู้บริโภคทั่วไปกลับโตเพียง 2%  Y-Y สินค้าที่โตได้ดีเป็นสินค้าบางกลุ่ม เช่น อาหารสดซึ่งฟื้นตามราคาเนื้อสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้น เครื่องดื่ม และเครื่องใช้ไฟฟ้า (แอร์, พัดลม) ขายดีเพราะอากาศร้อน และสินค้าอุปโภคทั่วไปในร้านสะดวกซื้อ ขณะที่สินค้าไม่จำเป็นบางอย่างมีราคาสูง เช่น กล้อง อุปกรณ์ไอที สกินแคร์ กำไรลดลงถึง 64% Y-Y ในกลุ่มนี้มี BEAUTY ที่พึ่งตลาดจีนกำไรจึงหดตัวแรงเพราะกำลังซื้อที่ลดลง และกม.ใหม่ที่เก็บภาษีสินค้าออนไลน์เริ่มตั้งแต่ต้นปีสำหรับกลุ่มปิโตรเคมีที่กำไรปกติหดตัวแรง 48% Y-Y เพราะนอกจากจะมีหลายโรงงานปิดซ่อมบำรุงแล้ว Spread product ต่างๆลดลงมากจากปีก่อนจากอุปสงค์ที่ลดลงเพราะสงครามการค้าที่ยืดเยื้อ

ภาพความเปราะบางในหลายธุรกิจในไตรมาสแรก และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในอนาคตจากผลของสงครามการค้าที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อของจีนและมีผลต่อไปถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และเกษตร) การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งยังต้องจับตาด้วยความหวัง การค้าขายผลกระทบบานปลายไปหลายกลุ่มธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก เราปรับลดประมาณกำไรของ บจ.ใน FSS coverage ในปีนี้ลงจากเดิมโต 10.7% เหลือโต 6.5% เป็น EPS 104.79 บาท อิง PE 16.4 เท่าซึ่งถ่วงน้ำหนักแต่ละกลุ่มจะได้ดัชนีที่เหมาะสม 1,720 จุดลดจากเป้าเดิมที่ 1,800 จุด ทั้งนี้ SET Target ใหม่อยู่บนสมมติฐานสงครามการค้าที่ยืดเยื้อ ซึ่งเราให้น้ำหนักมากกว่าการเมืองในประเทศ แนะนำให้โฟกัสธุรกิจที่มีรายได้ในประเทศ ฐานะการเงินมั่นคง ไม่มีหนี้เกินตัว มีความทนทานต่อเศรษฐกิจที่ผันผวนได้ แนะนำกลุ่มค้าปลีกสินค้าจำเป็น (CPALL)  สื่อสาร (ADVANC) โรงพยาบาล (BCH, EKH) รับเหมา (STEC, SEAFCO) กลุ่มเครื่องดื่มที่ฟื้นตัว (TACC, ICHI)  โรงไฟฟ้า (EA, BGRIM, GUNKUL) และแบงก์ขนาดใหญ่ (BBL, KBANK) เป็นต้น